วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

การทำคันนา

 ถ้าท่านทิ้งนา นาก็จะทิ้งท่าน ในเวลาไม่นาน
การทำคันนาใหญ่ๆ นั้นมีหลายวิธีด้วยกัน
·       ตั้งแต่การเลือกทำเลที่ตั้งการวางคันนา จะต้องเป็นจุดที่ควบคุมน้ำได้ดี สามารถทำประตูน้ำหรือทางระบายน้ำได้สะดวก
·       และที่สำคัญเป็นบริเวณที่สะดวกในการหาวัสดุมาซ่อมแซมคันนาในภาวะที่คันนาขาด หรือต้องเสริมให้คันนาแข็งแรงขึ้นกว่าเดิม
·       ชนิด ของดินที่เหมาะแก่การทำคันนานั้น ควรจะเป็นดินชั้นล่าง ที่มีความสามารถในการเกาะตัวกันได้ดี เพราะดินชั้นบนจะร่วน เมื่อถูกน้ำก็จะพังได้ง่าย ไม่ว่าดินนั้นจะเป็นดินเหนียวหรือดินทราย
·       และ ยิ่งถ้าเป็นการปั้นคันนาช่วงที่มีความชื้นสูง หรือมีน้ำแช่ขัง จะปั้นได้ไม่แน่น แต่ถึงแม้จะปั้นในช่วงที่ไม่มีน้ำ ก็จะดูเหมือนแน่น แต่จะพังได้ง่ายมาก เมื่อมีฝนตกหรือมีน้ำไหลหลาก
ดังนั้น
·       ควรเลือกเวลาที่ดินมีความชื้น พอปั้นเป็นก้อนได้พอดี
·       มีการขุดเอาดินหน้าที่ร่วนออกก่อน แล้วนำดินชั้นล่างที่อัดตัวกันแน่นดีแล้วมาเป็นตัวสำคัญในการปั้นคันนา
·       ซึ่งอาจจะทำเป็นแกนกลางไว้ก่อน แล้วเสริมด้วยดินชั้นบนก็ได้
·       เพราะเมื่อดินชั้นล่างเกาะกันเป็นกำแพงแกนกลางแล้ว ก็จะพังได้ยาก ถึงแม้จะมีดินชั้นบนทับอยู่ด้านนอก ก็ไม่ทำให้เกิดความอ่อนแอมากนัก
·       และการใช้ดินชั้นบนโปะอยู่ด้านนอกนั้น จะช่วยให้การปลูกพืชต่างๆ เจริญเติบโตได้ดี
ในการทำนาเพื่อการดักปลา ควรจะคิดถึงขนาดของคันนา โดยเฉพาะความกว้างด้านบน ที่สามารถขุดหลุมดักปลาได้โดยไม่ทำให้คันนาพังได้ง่าย
และ โดยเฉพาะการทำหลุมดักปลาบนคันนา ควรจะทำใกล้กับท่อระบายน้ำ ตรงจุดที่เป็นรอยต่อของท่อ ๒ ท่อ เพื่อให้มีรูระบายน้ำ ในกรณีที่ฝนตก เพื่อจะทำให้ปลาหนีออกจากบ่อดักไม่ได้
รูระบายน้ำดังกล่าว จะทำหน้าที่เป็นรูเติมน้ำให้บ่อ ในกรณีที่ฝนตกน้ำหลาก และปลาติดอยู่ในหลุมดัก ปลาก็จะไม่ตาย
ฉะนั้น รูระบายน้ำดังกล่าวจึงทำหน้าที่ทั้งเติมน้ำ และระบายน้ำออกจากหลุมดักปลาในขณะเดียวกัน
และถ้าเป็นไปได้ ควรมีตาข่ายกั้นที่ปากหลุม เพื่อกันปลากระโดดข้ามหลุม ก็จะได้หลุมดักปลาที่มีประสิทธิภาพ บนคันนาที่แข็งแรงอีกทีหนึ่ง
แต่อย่างไรก็ตาม คันนาที่แข็งแรง เป็นพื้นฐานที่สำคัญ และเรายังสามารถใช้หลุมดักปลาเป็นจุดหรือร่องอัดรูรั่วของคันนาได้อีกทางหนึ่ง
ดังนั้น การทำหลุมดักปลาบนคันนา จึงมีประโยชน์หลายด้านด้วยกัน กล่าวคือ
·       ดักปลาที่โดดข้ามคันนา และ
·       เป็นจุดอัดรูรั่วของคันนาในกรณีที่มีน้ำซึมไหลผ่านคันนา


ดัง นั้น ทุกครั้งที่ฝนตก จะต้องรีบไปนาเพื่อซ่อมคันนา ที่น้ำเริ่มซึม หรือดินเริ่มพัง เพราะมิเช่นนั้น จะเป็นงานใหญ่ในวันต่อๆไป เมื่อคันนาพังเป็นช่องกว้าง จะแก้ไขและซ่อมแซมได้ยากมาก
นี่คือ หน้าที่ของชาวนา
และผมได้ตระหนักว่า ชาวนาจำเป็นต้องไปนาบ่อยๆ มิเช่นนั้น งานเล็กๆ ก็จะกลายเป็นงานใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องคันนาพัง เป็นเรื่องที่แก้ไขได้ยากจริงๆ
เช่น ในครั้งหนึ่ง ผมไม่ได้ไปนาเพียง ๓ วัน  พอกลับมาอีกที ต้องเสียเวลาอุดคันนาเกือบทั้งวัน จึงสามารถอุดรูรั่วรูเดียวได้สำเร็จ
ชาวนาทั้งหลายครับ...ต้องไปนาทุกวันนะครับ มีงานรอท่านอยู่เสมอครับ
ถ้าท่านทิ้งนา นาก็จะทิ้งท่าน ในเวลาไม่นาน
 
ขอขอบคุณ
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/194346

การปลูกข้าว

 

ยุวชนไทย ขอส่งเสริมสังคมเกษตรกรรมเพื่อความยั่งยืนของสังคมแบบพอเพียงไม่หลงไหลไปกับ อำนาจทุนนิยม จนนำพาโลกถอยหลังเข้าคลอง และเสื่อมถอยไปในที่สุด

การปลูกข้าว

การปลูกข้าว    ในปัจจุบันมีหลายวิธีมาก แต่ขอแบ่งเป็นการปลูกข้าวหลักๆ 2 วิธี ดังนี้คือ
1.การปลูกโดยใช้เมล็ดข้าวโดยตรง  คือ การใช้เมล็ดข้าวในการเพาะปลูก

2.การปลูกโดยใช้ต้นกล้า   คือ การปลูกข้าวโดยนำต้นกล้าที่ปลูกไว้อีกที่หนึ่งมาปักดำ

+การปลูกข้าวโดยใช้เมล็ดสามารถแบ่งออกเป็นหลายวิธีดังนี้+

1. การหว่านข้าว  การหว่านยังสามารถแบ่งออกได้ดังนี้ คือ
           - การหว่านข้าวแห้ง แบ่งตามระยะเวลาในการหว่านได้ 3 วิธีคือ

         การหว่านข้าวหลังขี้ไถ ใช้ในกรณีที่ฝนมาล่าช้าและตกชุก มีเวลาเตรียมดินน้อย จึงมีการไถดะเพียงครั้งเดียวและไถแปรอีกครั้งหนึ่ง แล้วหว่านเมล็ดข้าวลงหลังขี้ไถ เมล็ดพันธุ์อาจเสียหายเพราะหนู และอาจมีวัชพืชในแปลงนามาก

         การหว่านข้าวคราดกลบ เป็นวิธีที่นิยมมากที่สุด จะทำหลังจากที่ไถแปรครั้งสุดท้ายแล้วคราดกลบ จะได้ต้นข้าวที่งอกสม่ำเสมอ

         การหว่านข้าวไถกลบ มักทำเมื่อถึงระยะเวลาที่ต้องหว่านข้าว แต่ฝนยังไม่ตกและดินมีความชื้นพอควร หว่านเมล็ดข้าวหลังขี้ไถแล้วไถแปรอีกครั้ง เมล็ดข้าวที่หว่านจะอยู่ลึกและเริ่มงอกโดยอาศัยความชื้นในดิน
การหว่านน้ำตม

2. การหว่านน้ำตม (การหว่านข้าวงอก) เป็นการหว่านเมล็ดข้าว ที่ถูกเพาะให้รากงอกก่อนที่จะนำไปหว่านในที่ที่มีน้ำ ท่วมขัง เพราะหากไม่เพาะเมล็ดเสียก่อน เมื่อหว่านแล้วเมล็ดข้าวอาจเน่าเสียได้ การเพาะข้าวทอดกล้า ทำโดยการเอาเมล็ดข้าวใส่กระบุง ไปแช่น้ำเพื่อให้เมล็ดที่มีน้ำหนักเบาหรือลีบลอยขึ้นมาแล้วคัดทิ้ง แล้วนำเมล็ดถ่ายลงในกระบุงที่มีหญ้าแห้งกรุไว้ หมั่นรดน้ำเรื่อยไป อย่าให้ข้าวแตกหน่อ แล้วนำไปหว่านในที่นาที่เตรียมดินไว้แล้ว วิธีการการปลูกข้าวโดยการหว่านข้าวแห้งหรือหว่านสำรวย
การดำนา

การปลูกโดยใช้ต้นกล้า  หรือเรียกว่า นาดำ  นาดำ  คือการนำต้นกล้าที่เราได้หว่านไว้ในอีกที่หนึ่ง เพื่อให้ต้นกล้าเจริญเติบโตจนลำต้นแข็งแรงพอ อายุของต้นกล้าที่จะนำมานำนาจะมีอายุประมาณ 20-30 วัน
การทำนาดำแบ่งได้เป็น 2 ขั้นตอน คือ
         การตกกล้า เพาะเมล็ดข้าวเปลือกให้มีรากงอกยาว 3 - 5 มิลลิเมตร นำไปหว่านในแปลงกล้า ช่วงระยะ 7 วันแรก ต้องควบคุมน้ำไม่ให้ท่วมแปลงกล้า และจะสามารถถอนกล้าไปปักดำได้เมื่อมีอายุประมาณ 20 - 30 วัน
         การปักดำ ชาวนาจะนำกล้าที่ถอนแล้วไปปักดำในแปลงปักดำ ระยะห่างระหว่างกล้าแต่ละหลุมจะมีความแตกต่างกันขึ้นกับลักษณะของดิน คือ ถ้าเป็นนาลุ่มปักดำระยะห่าง เพราะข้าวจะแตกกอใหญ่ แต่ถ้าเป็นนาดอนปักดำค่อนข้างถี่ เพราะข้าวจะไม่ค่อยแตกกอ
การดำนาด้วยรถ

         รถดำนา ปัจจุบันมีการพัฒนาโดยการดำนาโดยใช้รถอัตโนมัติ ซึ่งทุ่นเวลาและแรงงานได้มากและต้นข้าวที่ดำนาลงไป มีการเรียงกันเป็นระเบียบสวยงาม

การปลูกข้าวปัจจุบันมีวิธีการมากกว่านี้คือ
-การทำนาล้มตอซัง
-การทำนาแบบโยนกล้า

การทำนาข้าวล้มตอ

การทำนาข้าวล้มตอ

ข้าวล้มตอ

ข้าวล้มตอ คือการทำนาด้วยตอข้าวเดิมที่เราได้เก็บเกี่ยวไปแล้ว แทนการหว่านด้วยเมล็ด หรือ แทนการดำนา ซึ่งช่วยประหยัดต้นทุนในการซื้อเมล็ดพันธุ์ โดยมีวิธีการทำนาข้าวล้มตอซังดังนี้
ตอซังข้าว


1.  กำจัดฟางข้าวที่ทับตอซังข้าวหลังการเก็บเกี่ยวให้เหลือน้อยพอประมาณ และทำการเกลี่ยฟางข้าวให้กระจายออกบางๆ เพื่อใช้เป็นปุ๋ยในนาข้าวต่อไป
2. ทำการย่ำตอซังข้าวในนาให้ล้ม หลังจากนั้นพอข้าวงอกออกจากตอซังข้าวเดิม ให้ทำการวิดน้ำเข้านาอย่าปล่อยให้ดินแห้ง เพราะจะทำให้เมล็ดข้าวที่ตกอยู่ในนางอก ทำให้เกิดข้าวสองรุ่น ซึ่งมีผลทำให้ข้าวพร้อมเก็บเกี่ยวได้ไม่เท่ากัน (ข้อควรระวังอีกหนึ่งอย่างอย่าให้น้ำขังถ้าตอซังยังไม่งอก จะทำให้ตอซังเน่า)
3.ดูแลนาข้าวตามปกติ จนกระทั่งได้เก็บเกี่ยว

ข้อดีของการปลูกข้าวล้มตอ คือ 
1. ลดต้นทุนการเพาะปลูก
2.ลดต้นทุนปุ๋ย เพราะตอซังและฟางจะเน่ากลายเป็นปุ๋ยต่อไป
3.ลำต้นมีความแข็งแรง ป้องกันหอยเชอรี่ได้ดีกว่าการหว่านข้าว
ข้อควรคำนึง
การทำนาล้มตอ พื้นที่ในการทำนาต้องสม่ำเสมอกัน ถ้านาเป็นแอ่ง จะทำให้มีน้ำขัง และตอซังจะเน่า
อีกอย่าง ต้นข้าวที่จะมาทำนาล้มตอ ต้องไม่มีโรคมาก่อน

ทำพันธุ์ข้าวของเราเอง

ทำพันธุ์ข้าวของเราเอง

เมล็ดพันธุ์ข้าว คือ เมล็ดข้าวที่ใช้ในการเพาะปลูก ซึ่งเกษตรกรส่วนมากซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวมาใช้เพาะปลูกทำให้ ต้นทุนการเพาะปลูกสูงขึ้นมาก เนื่องจากเมล็ดพันธุ์ข้าวมีราคาแพง โดยเฉพาะพันธุ์ข้าวที่ดียิ่งดียิ่งมีราคาแพง ดังนั้นแทนที่เราจะซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวในทุกฤดูการเพาะปลูก เราก็มาทำเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้เพาะปลูกเอง ไม่ต้องซื้อเพื่อเพิ่มต้นทุนการเพาะปลูกแต่อย่างใด  ซึ่งการทำเมล็ดพันธุ์ข้าวก็ไม่ได้ยุ่งยากกว่าการทำนาปกติซักเท่าใด การทำนา เพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่บริสุทธิ์คุณภาพดีไว้ใช้เพาะปลูกตลอดไป
เมล็ดพันธุ์ข้าว

มีขั้นตอนดังต่อไปนี้ คือ
1. เมื่อเกษตรกรได้รับเมล็ดพันธุ์ดีมาแล้ว ควรเลือกแปลงนาที่มีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ โดยขนาดพื้นที่ขึ้นอยู่กับพื้นที่นาทั้งหมดที่มีอยู่ เช่น หากมีนา 50 ไร่ จำเป็นต้องใช้พันธุ์ข้าวประมาณ 350 กิโลกรัม สำหรับนาดำ หรือ 900 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับนาหว่าน ดังนั้น พื้นที่แปลงพันธุ์ที่ต้องการ คือ 1 ไร่ สำหรับนาดำ หรือประมาณ 3 ไร่ สำหรับนาหว่าน
2. การเตรียมแปลง ควรกำจัดข้าวเรื้อ(หรือ ข้าวปน)ในนาออกให้หมด โดยการไถพรวนแล้วไขน้ำเข้าให้ข้าวเรื้องอก แล้วไถคราดกำจัดข้าวเรื้อก่อน จึงทำการตกกล้า หรือหว่านข้าว
3. หลังจากข้าวงอกหรือปักดำ ควรทำการกำจัดข้าวปนที่ทำให้พันธุ์ข้าวไม่บริสุทธิ์ โดยควรทำทั้งหมด 3 ครั้ง ครั้งแรกในระยะแตกกอ ให้ดูลักษณะการแตกกอ การชูใบ ความสูง สีของใบและลำต้น ถ้าพบลักษณะที่ผิดปกติ ให้ตัดกอหรือต้นข้าวทิ้ง ครั้งที่ 2 ในระยะออกดอก ให้ตัดกอข้าวที่ออกดอกผิดเวลากับต้นข้างเคียง อย่าเสียดายเหลือไว้แต่ข้าวที่ออกดอกพร้อมกัน ครั้งที่ 3 ในระยะที่เมล็ดข้าวส่วนใหญ่สุกเหลือง ก็ให้ตัดข้าวที่มีลักษณะเมล็ดผิดปกติทิ้งไป
4. ก่อนการเก็บเกี่ยว ควรตรวจดูในแปลงอีกครั้งหนึ่ง ถ้าเห็นว่ามีต้นข้าวบางต้นยังมีลักษณะผิดไปจากต้นข้าวส่วนใหญ่ เช่น ลำต้นสูงหรือต่ำผิดปกติ ให้เกี่ยวออกต่างหาก เมื่อเห็นว่าต้นข้าวในแปลงสุกแก่เสมอกันดีให้ทำการเก็บเกี่ยวแล้วนวดทันที ไม่ควรตากข้าวไว้ในนา เพราะอาจจะถูกฝน ทำให้คุณภาพข้าวเสื่อมไปได้ การนวดข้าว ควรแยกข้าวส่วนอื่น และแน่ใจว่าเครื่องนวดไม่มีเมล็ดข้าวอื่นตกค้างอยู่ แล้วนำมาตากแดด 1-2 แดด ฝัดให้สะอาดแล้วบรรจุกระสอบเก็บไว้ในที่แห้งร่มเย็น

การทำนา

ยุวชนไทย ขอส่งเสริมสังคมเกษตรกรรมเพื่อความยั่งยืนของสังคมแบบพอเพียงไม่หลงไหลไปกับ อำนาจทุนนิยม จนนำพาโลกถอยหลังเข้าคลอง และเสื่อมถอยไปในที่สุด

การทำนา


 การทำนา หมายถึง  การปลูกข้าว และดูแลจนกระทั่งได้เก็บเกี่ยวผลผลิต การปลูกข้าวจะขึ้นอยู่กับท้องถิ่นแต่ละท้องถิ่น คือ ขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ บางท้องถิ่นต้องอาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียวในการเพาะปลูกข้าวแต่บางท้องถิ่น ปลูกได้ถึงปีละ3ครั้ง

ปัจจัยในการทำนา



ปัจจัยในการทำนา คือ
                     1. สภาพพื้นดิน และภูมิอากาศ
                     2. สภาพน้ำสำหรับการทำนา
                     3. โรคระบาดในนาข้าวที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นๆ
   ปัจจัยทั้ง3ข้อที่กล่าวมานี้ มีผลกับการทำนาทั้งสิ้น คือ การทำนา จะขึ้นอยู่กับสภาพพื้นดินและภูมิอากาศเพราะต้องดูว่าดินที่ใช้เพาะปลูกนั้น ใช้เพาะปลูกได้หรือไม่ รวมถึงต้องดูฝนว่าจะตกมาเพื่อหล่อเลี้ยงต้นข้าวหรือไม่ สภาพน้ำจะมากหรือน้อย รวมถึงโรคระบาดในนาข้าว
   ถ้าทำนาโดยไม่คิดถึงปัจจัยทั้งสามข้อนี้ ผลผลิตจะไม่ได้หรือได้น้อยไม่คุ้มกับต้นทุนที่ลงทุนไป


ขอบคุณ
http://thairice-farm.blogspot.com/search/label/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2